ระบบผิวหนังของมนุษย์

sk_anat.gifมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดของร่างกายปกคลุมห่อหุ้มร่างกายทั้งหมดของเราไว้ผิวหนังของผู้ใหญ่คน หนึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว มีความหนาประมาณ 1 – 4 มิลลิเมตรโดยความหนาของผิวหนังจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และบริเวณที่ถูกเสียดสีโดยผิวหนังส่วนที่หนาที่สุด ของร่างกายคือ บริเวณฝ่ามือ และฝ่าเท้าส่วนผิวหนังส่วนที่บางที่สุดของร่างกาย คือบริเวณหนังตา และหนังหู ภายในผิวหนังนั้นมีปลายประสาทรับรู้ความรู้สึกอยู่มากมายเพื่อรับรู้การสัมผัสความเจ็บปวด และอุณหภูมิร้อนเย็นต่าง ๆ นอกจากนี้บนผิวหนังยังมีรูเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า รูขุมขน ซึ่งเป็นรูเปิดของขุมขน ท่อต่อมไขมันและต่อมเหงื่อผิวหนัง สามารถยืดหยุ่นได้มาก และผิวหนังบนร่างกาย
ส่วนใหญ่สามารถเลื่อนไปเลื่อนมาได้แต่ก็มีบางส่วนที่ติดแน่นกับอวัยวะ เช่น หนังศีรษะด้านนอกของใบหูฝ่ามือ และฝ่าเท้าและตามรอยพับของข้อต่อต่าง ๆนอกจากนี้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าจะมีรอยนูนอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะปลายนิ้วมือจะมีสันนูนเรียงกันเป็น ร้อยหวาย หรือรอยก้นหอย ซึ่งรอยนี้จะต่างแตกกันออกไปในแต่ละบุคคล และบริเวณผิวหนังทีกล้ามเนื้อเกาะอยู่ จะเกิดเป็นรอยย่นได้เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการหดตัว เช่นบริเวณใบหน้ามีกล้ามเนื้อยึดติดที่ผิวหนังมากเมื่อแสดอารมณ์โกรธ กลัว ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือเศร้าหมองจะทำให้เกิดร่องรอยบนผิวหนังอย่างเห็นได้ชัด
ผิวหนังของคนเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ หนังกำพร้าและหนังแท้

1. หนังกำพร้า (Epidermis)
เป็นผิวหนังที่อยู่ ชั้นบนสุด มีลักษณะบางมาก ประกอบไปด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆโดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับหนังแท้ ขึ่งจะแบ่งตัวเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อu มาทดแทนเขลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุด แล้วก็ กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไปนอกจากนี้ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานินมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่าง กันไป ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือดเส้นประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น

2.หนังแท้ (Dermis)
เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า และหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิว หนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนี้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย เส้นประสาทกล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั่วไป..jpg

แหล่งข้อมูล:https://bodysystemm.wikispaces.com/ระบบผิวหนังหรือระบบห่อหุ้มร่างกาย#xโครงสร้างของผิวหนัง
รังไหม(Silk Cocoon)

 เมื่อ 5,000 ปีก่อน มนุษย์ยังไม่รู้จักประโยชน์ของตัวไหม ตราบจนกระทั่งมีตำนานกล่าวขานถึงที่มาของไหมว่าในแผ่นดินจีนเมื่อเกือบ 5,000 ปี ตรงกับสมัยพระจักรพรรดิหวงตี้ วันหนึ่งพระองค์เสด็จไปล่าสัตว์ถึงเขาซีซัน ทรงพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเลี้ยงตัวไหมและเก็บรวบรวมรังไหมจำนวนมากจากต้นหม่อนใหญ่ที่เชิงเขา พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเสด็จไปหาหญิงสาวผู้นั้น พร้อมตรัสถามว่า “ ข้าพเจ้าอยากจะเรียนวิธีการเลี้ยงและสาวเส้นไหม ท่านจะสอนให้ข้าพเจ้าได้หรือไม่?” ฝ่ายหญิงสาวตอบว่า “ คุณพ่อคุณแม่ได้สั่งไว้ว่าห้ามสอนผู้ชายที่ไม่ใช่สามีของตน” เมื่อพระองค์ทรงทราบเช่นนั้น จึงทรงรวบรวมความกล้าขออภิเษกสมรสกับหญิงสาวคนนั้น เธอก็คือเหลยจู่ ที่ตำนานจีนกล่าวว่าเป็นผู้ค้นพบวิธีปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และสาวไหมนั่นเอง

          อีกตำนานในหนังสือจีนโบราณฉบับหนึ่งชื่อไคเภ็ก กล่าวว่า เมื่อ 4,500 ปี พระนางง่วนฮุย พระมเหสีของพระเจ้าอึ้งตี่ ได้เสด็จสวนหลวงทอดพระเนตรเห็นตัวหนอนหลายตัวเกาะอยู่บนต้นหม่อน ต่อมาทรงเห็นตัวหนอนชักใยพันรอบตัวจึงหยิบมาพิจารณา เมื่อดึงออกมาจะเป็นเส้นๆ มีความเหนียวดี พระนางทรงดำริว่า ถ้านำมาทำเป็นผ้าแพรเนื้อคงดีกว่าปอป่านที่ใช้ทำเครื่องนุ่งห่มมาแต่ก่อน เมื่อพระนางสามารถเลี้ยงไหม ควบเส้นไหม ทอเป็นผืนผ้าสำเร็จตั้งแต่กาลครั้งนั้น และได้รับการถวายพระฉายาว่า “ นางพญาแห่งการหัตถกรรมไหม”
          การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอเป็นผืนผ้าไหมของจีน ถือเป็นความลับที่หวงแหนยิ่ง ตราบจนกระทั่งมีการนำผ้าไหมไปขายตามเส้นทางสายไหม ( silk road) อันเลื่องชื่อ ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียพยายามจะเรียนรู้การทำไหม หลังจากนั้นราว 1,000 ปี การทำไหมจึงแพร่ขยายไปยังประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนและอินเดีย
          สำหรับเมืองไทย แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ใน พ.ศ. 2515 ระหว่างการขุดค้นหาหลักฐานทางโบราณคดีครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ได้พบหลักฐานที่เป็นผ้าของสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย คือเศษผ้าติดอยู่กับกำไลสำริด ผ้าที่พบนั้นคงมีอายุเท่ากับอายุของกำไล คือ ประมาณ 2,400-2,800 ปี ซึ่งอายุจริงของวิธีทำผ้าอาจมีมาก่อน แต่ไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ นอกจากที่บ้านเชียงแล้ว การขุดค้นยังพบหลักฐานเกี่ยวกับผ้าอื่นๆ จำนวนหนึ่งรวมทั้งไหมด้วย ที่บ้านนาดี จังหวัดอุดรธานี หลักฐานสำคัญที่พบคือ ด้ายที่ใช้เป็นสายสร้อยคอ ใยปั่นเป็นเกลียวทำเป็นด้าย ผ้าเป็นผืน พบเพียงเศษๆ และเส้นไหมซึ่งมีใยขนาดต่างๆ กัน แสดงว่ามีการใช้ผ้าไหมเป็นของพื้นเมืองในดินแดนแถบนี้มาช้านานแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ทั้งสองทางว่าเมื่อมีการย้ายถิ่นฐานของผู้คน อาจนำวัฒนธรรมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมติดตัวไปด้วย และอาจเรียนรู้จากคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ก่อนแล้วในดินแดนภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ แต่การเลี้ยงไหมในสมัยโบราณคงไม่ได้ทำกันเป็นล่ำเป็นสันจนถึงกับเป็นการค้า นอกจากจะเลี้ยงไหมไว้เพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มใช้ในครอบครัวเท่านั้น เพราะมีหลักฐานว่ามีการค้าขายผ้าไหมกับจีนตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา สินค้าที่เรือสำเภาจีนบรรทุกมาค้าขายกับไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีผ้าแพรไหมรวมอยู่ในบัญชีสินค้า และในราชสำนักไทย เจ้านายทรง พัสตราภรณ์ที่ตัดจากผ้าไหมจีน รวมถึงผ้าไหมญี่ปุ่นและผ้าไหมอินเดียด้วย
          ไหม เป็นแมลง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bombyx mori อยู่ในวงศ์ Bombycidae ไหมเป็นแมลงมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์(completely metamorphosis insect) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ไข่(silkworm egg) ตัวหนอน(silkworm) ดักแด้(silk pupa) และผีเสื้อ(silk moth) มีเพียงระยะตัวหนอนเท่านั้นที่กินอาหาร ซึ่งจะนำสารชนิดต่างๆจากใบหม่อนไปสร้างความเจริญเติบโต โดยผ่านการย่อยและดูดซึมเป็นปริมาณ 1 ใน 3 ของสารอาหารทั้งหมด ครึ่งหนึ่งของโปรตีนที่ดูดซึมจากใบหม่อนจะถูกนำไปใช้ผลิตสารไหม(silk protein) ได้แก่ซิริซิน หรือเซริซิน(sericin) เป็นกาวไหมหุ้มเส้นไหมที่อยู่ด้านในซึ่งเป็นโปรตีนไฟโบรอิน(fibroin) เมื่อหนอนไหมถึงวัย5 วันแรกต่อมไหม (silk gland) จะหนักเพียง 6.36% ของน้ำหนักตัวไหม เมื่อไหมสุกก่อนเข้าทำรัง ต่อมไหมจะหนักถึง 41.97% จะเห็นว่าปลายวัย5 สารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนเกือบทั้งหมดถูกเปลี่ยนไปเป็นสารที่จะใช้ชักใยทำรัง และเป็นเส้นใยที่มีคุณค่ามหาศาลหาที่เปรียบมิได้ หลังจากที่มีการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ไหมมากกว่า 2,000 ปี ทำให้หนอนไหมและผีเสื้อไหมสูญเสียคุณลักษณะเดิมไปหมดแล้ว ไม่สามารถบินได้ หรือหาอาหารกินเองในธรรมชาติได้ ทำให้การเลี้ยงไหมและการจัดการสะดวกสบายขึ้น ทุกวันนี้เส้นใยไหมนอกจากจะใช้เป็นแพรภัณฑ์อันวิจิตรงดงาม ยากที่เส้นใยอื่นจะเทียบเทียมได้แล้ว ยังนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆได้มากมายหลายอย่าง เช่นเดียวกับการนำหนอนไหม ดักแด้ไหม และมูลไหมมาใช้ประโยชน์อีกด้วย

คุณประโยชน์ของไหม มีการค้นพบอย่างไม่จบสิ้น

          1. สิ่งทอ ไหมเป็นสิ่งทอที่ล้ำค่ามากกว่าสิ่งของอื่นๆ จนได้รับสมญานามว่า “ ราชินีแห่งเส้นใย” แม้ไหมจะมีข้อเสียคือ ยืดหยุ่นได้น้อย ยับง่าย และซักยาก แต่ข้อเสียเหล่านี้ก็ได้กำจัดหรือทำให้ลดน้อยลงไป โดยการใช้สารเคมีหลายชนิดในขบวนการผลิต เพื่อทำให้ผ้าไหมซักง่ายขึ้น ลดการยับและลดการทำให้ผ้าเหลืองลงได้ ยังมีการพัฒนาเส้นไหมดิบให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการตีเกลียวเส้นไหมในทิศทางกลับกันและถี่ขึ้น ใช้เส้นใยที่มีขนาดใหญ่ เส้นใยชนิดนี้จะมีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ดี กำจัดข้อเสียต่างๆ ออกได้ ด้วยความเป็นเส้นใยที่ได้จากสัตว์ ไหมจึงได้เปรียบเหนือกว่าฝ้าย ไหมมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในการระบายอากาศ ดูดซับความร้อน ทำให้ร่างกายสบาย มีการดูดซับน้ำและระบายความชื้นได้ดี สามารถดูดซับน้ำได้มากกว่าฝ้าย 1.5 เท่า แต่ระบายความชื้นได้เร็วกว่า 50% และดูดซับความร้อนไว้ที่เนื้อผ้าได้สูงกว่า 13-21% ปกติอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์บริเวณเต้านม และต้นขาประมาณ 33.3-34.20 ซ. เมื่อสวมใส่ชุดผ้าไหมจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายบริเวณดังกล่าวลดลงเหลือ 31-330 ซ. แต่ต้องไม่ใช่ชุดผ้าไหมที่ซับในด้วยผ้าที่ผลิตจากเส้นใยชนิดอื่นนะครับ ดังนั้น จึงทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกอบอุ่นในฤดูหนาว แต่จะเย็นสบายในฤดูร้อน ไม่เหนียวเหนอะหนะเวลาสวมใส่ผ้าไหม ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ที่มีอากาศร้อนและหนาวในรอบ 1 ปี จึงพัฒนาชุดชั้นในที่ทำด้วยเส้นใยไหม ดึงดูดความสนใจได้มากกว่าเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ นอกจากจะใช้ผ้าไหมเป็นเครื่องนุ่งห่มแล้วยังใช้เป็นเคหะสิ่งทอ อาทิ ผ้าม่าน และผ้าหุ้มชุดเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ในอดีต ถุงน่องสุภาพสตรี ทำจากไหมเพียงอย่างเดียว ภายหลังใยสังเคราะห์ไนล่อน เข้ามาทดแทนไหมได้เกือบสมบูรณ์ เนื่องจากมีความเหนียวและทนทาน ยึดหยุ่นดีและราคาถูก แต่ไหมยังดีกว่าไนล่อนอยู่มากกว่าในด้านการสัมผัส การดูดซับความร้อนและระบายอากาศ จึงได้มีการพัฒนาเส้นไหมผสม (hybrid Silk) เพื่อรวมคุณสมบัติที่ดีของเส้นใยทั้ง 2 ชนิดไว้ด้วยกัน

          2. เครื่องสำอาง โปรตีนไหม ชนิดไฟโบรอิน(silk fibroin) เป็นเลิศแห่งมอยซ์เจอไรเซอร์ ที่สามารถใช้ความชุ่มชื่นสูงถึง 300 เท่า ของน้ำหนัก มีสารช่วยป้องกันผิวแห้ง มีสารลดการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสและสารต้านไวรัส เป็นผงโปรตีนไหมสกัดจากเส้นไหมที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับผิวหนังด้วยกระบวนการทางชีวเคมีดุจเดียวกับธรรมชาติผิว นั่นเป็นสรรพคุณของไหมที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งที่ผลิตครีมบำรุงความชุ่มชื่นผิวจากโปรตีนไหม กล่าวถึงไหมนอกจากจะครองความเป็นเลิศในเรื่องของเส้นใยแล้ว ยังเป็นวัสดุที่มีคุณค่า เมื่อนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาพัฒนา เนื่องจากเส้นใยไหมส่วนใหญ่ (90%) เป็นโปรตีนที่มีความใกล้เคียงกับโปรตีนที่พบในร่างกายมนุษย์ ซึ่งยากยิ่งที่สารสังเคราะห์อื่นใดจะทำได้เสมอเหมือน โปรตีนจากเส้นไหมซิริซินส่วนใหญ่จะถูกความร้อนชะล้างออกไปเมื่อต้มรังในการสาวไหมเพราะเป็นกาวเหนียว มีเพียงไฟโบรอินที่ใช้ทำเป็นเส้นใย ดังนั้นในอดีตงานวิจัยจึงมุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากไฟโบรอิน เมื่อ 60 ปีก่อน บริษัทเครื่องสำอางคาเนโบ แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้นำไฟโบรอินมาหลอมให้อยู่ในรูปของสารละลายก่อนที่จะทำเป็นผงและครีม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อันดับแรกที่ทำจากไหม โดยใช้เป็นเครื่องสำอางแต่งหน้าให้กับผู้แสดงละครคาบูกิ (kabuki) ที่จำเป็นต้องพอกหน้าด้วยเครื่องสำอางอย่างมากทำให้ผู้แสดงรู้สึกสบายผิวมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อต้องแสดงกลางแจ้งสามารถป้องกันอันตรายจากแสงอัลตร้าไวโอเลท (UV light) และที่สำคัญเครื่องสำอางชนิดนี้เข้ากับผิวหน้าได้ดีกว่าชนิดอื่น ต่อมา บริษัทได้ผลิตโพลิเมอร์ไหม (silk polymer) ที่ทำจากไฟโบรอิน เพื่อใช้ในวงการเสริมสวย โดยมีสรรพคุณในการป้องกันเส้นผมเสียในขณะตกแต่งหรือเปลี่ยนทรงผม ปัจจุบัน ครีมรองพื้น ครีมแต่งหน้า และครีมทำความสะอาดจะมีไฟโบรอินจากไหมเป็นส่วนผสม ญี่ปุ่นประเทศเดียวมีการใช้ไหมทำเครื่องสำอางถึงปีละ 5-6 ตัน
          กรมหม่อนไหม ได้วิจัยร่วมกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่าผงไหมสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีกรดอะมิโนอยู่มากถึง 16-18 ชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น สามารถกำจัดเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง ทั้งยังช่วยรักษาปริมาณน้ำในผิวหนัง กำจัดสิ่งสกปรกในเซลล์และยืดอายุเซลล์ได้อีกด้วย จึงได้คิดผลิตสบู่ไหมที่มีส่วนผสมของผงไหมจากเส้นไหมพันธุ์ไทยที่มีคุณสมบัติดีกว่าไหมพันธุ์ต่างประเทศ พร้อมทูลเกล้าฯถวายสิทธิบัตรสบู่ไหมไทยแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ก่อนที่พระองค์จะพระราชทานสิทธิบัตรให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

          3. การแพทย์ เป็นที่ทราบกันดีว่าไหมใช้เป็นเส้นด้ายในการเย็บแผลผ่าตัด นอกจากเหนียวทนต่อการเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์แล้ว ยังเข้ากับเนื้อเยื่อของมนุษย์ได้ดี คุณสมบัติของไหมเหล่านี้จึงเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์อย่างมาก ในการที่จะหลอมเส้นไหมแล้วทำให้เป็นแผ่นหรือเป็นหลอด ก่อนที่จะเป็นผิวหนังเทียม ท่อต่อเส้นเลือดเทียม แผ่นเอ็นเทียม คอนแท็กเลนซ์ พลาสเตอร์สมานแผลให้สนิทเร็วขึ้น แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะทำได้ด้วยพลาสติกหรือวัสดุอื่น แต่วัสดุบางชนิดก็ถูกต่อต้านจากร่างกายสูง อีกทั้งยังพบว่าไฟโบรอิน(silk fibroin) มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อเยื่อและกระดูก คาดว่าจะมีการนำไฟโบรอินไหมมาใช้ในวิศวกรรมเนื้อเยื่อและการส่งยา
          ได้มีความพยายามที่จะผลิตเพปไทด์จากไหม (silk peptides) ที่ใช้ทางการแพทย์จากสารละลายไฟโบรอิน เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น และทางด้านโภชนาการ เนื่องจากพบว่ากรดอะมิโนที่พบในไฟโบรอินคือ ไกลซิน(glycine) จะช่วยให้คอเรสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และอะลานิน (alanine)จะช่วยตับทำงาน เช่น ช่วยให้อาการเมาค้างกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน     เซริน(serine) จะกระตุ้นการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ ปัจจุบันสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)ประสบความสำเร็จในผลิตซิลค์เพปไทด์ ที่มีอนุภาคขนาด 25-50 ไมครอน มีความสามารถในการละลายน้ำ 99.8% มีลักษณะเบาฟู ไฟโบรอินจากไหมยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นไบโอเซ็นเซอร์(Biosensors)เพื่อตรวจจับ แอนตี้บอดี้(antibodies) ซึ่งใช้ในการวินิจฉัยโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ได้ เมื่อเร็วๆนี้มีการสกัดคลอโรฟิลล์จากมูลไหมใช้ศึกษาการขยายตัวของเซลล์มะเร็งเต้านมได้
              ไหมได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับการขนานนามอีกอย่างหนึ่งว่า “เส้นใยสุขภาพ ( Health Fiber)”

          4. วัสดุทดแทนนุ่น ปุยไหมชั้นนอกไม่สามารถจะนำไปสาวเป็นเส้นได้ เดิมจะมีการลอกปุยไหมชั้นนอกทิ้งไป ก่อนนำรังไปต้มเพื่อสาวเป็นเส้นไหมต่อไป ปัจจุบันจีนได้คิดค้นการใช้ประโยชน์จากปุยไหมเป็นเส้นใยยัดหมอน ที่นอน และผ้าห่ม เช่นเดียวกับการใช้รังไหมแฝดมาแช่น้ำด่างละลายกาวไหมออก ก่อนดึงเส้นใยเป็นไส้ผ้าห่มแทนนุ่น ใครไปท่องเที่ยวประเทศจีน จะต้องได้ไปชมกระบวนการผลิตผ้าห่มไหม และซื้อกลับมาใช้เมืองไทยกันเกือบทุกคน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้บริษัทเอกชนในประเทศไทยก็มีการผลิตออกจำหน่ายแล้ว นับว่าเศษวัสดุเหลือใช้จากรังไหมได้ถูกพัฒนานำมาใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งแล้ว

          5. สารเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร มีการทดลองเพิ่มผลผลิตข้าวด้วยโปรตีนไหม  โดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)ได้ฉีดสารละลายโปรตีนไหมกับข้าวหอมปทุมธานี เปรียบเทียบกับข้าวหอมปทุมธานีที่ไม่ได้ฉีดสารละลายโปรตีนไหม ที่ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ปรากฏว่า ข้าวหอมปทุมธานี แปลงที่ฉีดสารละลายโปรตีนไหม ต้นข้าวจะแข็งแรง ใบเขียว ลำต้นตั้งตรงกว่าต้นข้าวที่ไม่ได้ฉีด ออกรวงและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าประมาณ 7 วัน และให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 38.75%
          สารป้องกันกำจัดแมลง ในสหรัฐอเมริกาได้มีการสกัดสารจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Bacillus thuringiensis ที่แยกได้จากหนอนไหม นำไปใช้เป็นสารกำจัดแมลง (microbial insecticide) หรือใช้หนอนไหมเลี้ยงเชื้อราบางชนิดเพื่อผลิตเชื้อราชนิดนี้ ใช้กำจัดด้วงเจาะลำต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ฮอร์โมนบางชนิดจากหนอนไหม ควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง จึงมีการใช้ใช้หนอนไหมเป็นอาหารของจุลินทรีย์หลายๆชนิดที่สามารถใช้กำจัดแมลงได้ การปลูกเชื้อไวรัสที่เจือจางในหนอนไหม สามารถใช้เป็นวัคซีนป้องกันโรคของสัตว์ได้ ตลอดจนมีการศึกษาการเลี้ยงเชื้อไวรัสและจุลินทรีย์ ที่สามารถนำมาผลิตเป็นยารักษาโรคและสารที่มีประโยชน์ต่างๆใช้หนอนไหมเป็นอาหารของไส้เดือนฝอยในการขยายพันธุ์เพื่อใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชบางชนิด

          6. วัสดุชีวภาพในอุตสาหกรรมต่างๆ
                6.1 สบู่และเทียนไข ไขจากดักแด้ไหมสามารถนำมาผลิตเป็นสบู่และเทียนไขที่มีคุณภาพสูงญี่ปุ่นและอิตาลี เป็นประเทศที่ผลิตสบู่และเทียนไขคุณภาพสูงจากไขดักแด้ไหมมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ไขมันที่สกัดได้จะนำไปผ่านกระบวนการเพิ่มไฮโดรเจน (hydrogenation) จะได้ไขสีขาว (white oil) คือ กรดสเตียริก(stearic acid) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตสบู่และเทียนไขคุณภาพสูง
                6.2 ผงซักฟอก ไฟโบรอินจากไหม ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผงซักฟอก ที่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งสกปรกได้ดี เพราะมีส่วนช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาทางเคมี
                6.3 สารเคลือบเครื่องมืออุปกรณ์ มีการใช้ผงไหมผสมสีฉีดพ่นบนผิวเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องการการสัมผัสที่นุ่มนวลเช่น ปากกา แป้นอักษรคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
                6.4 ฟิล์มไหม ใช้เคลือบผลผลิตทางการเกษตร จากการทดลองพบว่ารักษาความสดของกุ้งได้ ถึง 9วัน มากกว่าสารโพลิเมอร์ ฝ้าย ป่าน ปอ และกระดาษเคลือบ นอกจากนี้ยังมีการนำใยไหมมาทำเป็นแผ่นเช็ดเลนส์ แผ่นทำความสะอาดผิวหน้า ฯลฯ

          7. ประโยชน์อื่นๆ
                7.1 สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม รังไหมที่ผ่ารังดักแด้ออกแล้ว สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ได้หลากชนิด เช่น ดอกทิวลิป ดอกบัว ดอกเฟื่องฟ้า ดอกทานตะวัน ดอกเยอบีร่า ดอกกุหลาบ หรือ ประดิษฐ์เป็นโคมไฟ ฉากกั้นห้อง รูปสัตว์ต่างๆ เช่น นก หนู ฯลฯ ใช้ประดับในอาคาร ในรถยนต์ นอกจากจะสวยงามแล้วยังสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นทั่วไปอีกด้วย
                7.2 อาหารมนุษย์ มนุษย์รู้จักบริโภคดักแด้จากหนอนไหมมาตั้งแต่เมื่อไรไม่ปรากฏ แต่ชาวไทยที่เคยเลี้ยงไหม หรือสาวไหม ล้วนแล้วแต่รู้จักการบริโภคดักแด้ที่อยู่ในรังไหมเป็นอย่างดี เมื่อต้มรังไหมและสาวไหมจนหมดเส้นใยก็มักจะลอกเปลือกรังชั้นใน นำดักแด้ที่สุกแล้วมาบริโภค หรือนำไปคั่วก็อร่อยไปอีกแบบหนึ่งหรือนำไปปรุงงอาหารชนิดอื่นก็ได้ เช่น ยำ ทอดกับไข่ ผัดกระเพรา ตลาดในภาคอีสาน จะมีดักแด้ไหมขายตามฤดูกาลเลี้ยง  ชาวญี่ปุ่นก็บริโภคดักแด้ไหมที่ปรุงแล้วเช่นเดียวกับ ชาวจีน เกาหลี อินเดีย และพม่า ดักแด้ไหมมีโปรตีนและเกลือแร่หลายชนิด มีคุณค่าทางอาหารสูงเพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายชนิดถึง 68%เช่น กรดไลโนเลอิกซึ่งเป็นสารในกลุ่มโอเมก้า-6 ที่เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างสมองร่วมกับการทำงานของโอเมก้า-3 ที่ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน และกรดไลโนเลนิก ซึ่งเป็นสารในกลุ่มโอเมก้า-3 จำเป็นต่อการทำงานของสมองในด้านการมองเห็น การปรับตัว การเรียนรู้ อารมณ์ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วย วิตามินบี 1 บี 2
                “ผงไหม” ยังมีสารที่ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสลายแอลกอฮอล์ในร่างกาย ช่วยลดการตายของเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ดังนั้น จึงมีการนำมาผสมในอาหาร นอกจากจะเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำผงไหมไปเป็นส่วนผสมเชิงการค้า เช่น ไส้กรอก กุนเชียง ลูกชิ้น ไอศกรีม บะหมี่ หมูยอ กุนเชียงที่ใส่ผงไหม ลักษณะจะนุ่มเหมือนกับของซึ่งทำออกใหม่ ลักษณะเนื้อเหมือนกับว่าผสมหมูเนื้อแดงในอัตราส่วนที่มากและสีสันยังสด เนื้อนุ่ม ชวนรับประทาน ส่วนโยเกิร์ต หรือไอศกรีม จะทำให้มีเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เนียนไม่ละลายง่าย บะหมี่ทำให้มีคุณสมบัติเหนียวนุ่มไม่ยุ่ย
                7.3 อาหารสัตว์ ดักแด้ไหมสดหรือดักแด้ไหมแห้ง สามารถนำไปเลี้ยงปลาและสัตว์อื่นได้อีกหลายชนิด เช่น สัตว์ปีก และปศุสัตว์ กำลังมีการมองหาแหล่งโปรตีนใหม่ๆทดแทนการใช้ปลาป่น ที่นับวันจะหายาก และมีราคาแพงขึ้นทุกขณะ ดักแด้ไหมป่นเป็นทางเลือกหนึ่งของการนำไปใช้ทดแทนปลาป่น ดักแด้ไหมที่สกัดไขมันแล้วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูง กากดักแด้ไหม (cake)ที่เหลือจากการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการทำสบู่และเทียนไขแล้ว สามารถนำไปเป็นอาหารเสริมของปลาและสัตว์ปีกได้ มูลไหมจะมีไนโตรเจนเหลืออยู่ประมาณ 3.06%สามารถที่นำไปเป็นอาหารเสริมของปลาร่วมกับเศษใบหม่อนที่เหลือจากการเลี้ยงไหมได้ ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากนัก
                ในประเทศไทย การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมยังมุ่งเน้นอยู่ที่อุตสาหกรรมสิ่งทอไม่ว่าจะเป็นระดับครัวเรือนหรือระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพราะคนไทยมีความเป็นศิลปินในการผลิตผ้าไหมมาอย่างยาวนาน ไม่แพ้ชาติใดในโลก เกษตรกรจะผลิตรังไหม หรือสาวเป็นเส้นไหมขายให้กับโรงงานสาวไหม หรือพ่อค้าคนกลาง เพื่อนำไปขายให้กับผู้ประกอบการทอผ้าไหมต่อไป แม้ว่าจะมีการศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของ หนอนไหม รังไหม ดักแด้ไหม และเส้นไหมอยู่บ้างแต่ก็อยู่ในวงจำกัดและอยู่ในระยะเริ่มต้น การดำเนินงานศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาประโยชน์จากไหมนั้น จำเป็นต้องใช้นักวิทยาศาสตร์หลายสาขาวิชา ร่วมทำงานไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ทราบข้อมูลและพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาไหม การนำวัสดุเหลือใช้จากการทำไหมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆให้มากขึ้น เช่น ด้านการแพทย์ และด้านความงาม ฯลฯ เพื่อเพิ่มคุณค่าของไหมให้มากขึ้น.
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.qsds.go.th/qsis_nort/inside_page.php?pageid=89
TAYAWON เป็นสบู่ที่ใช้วิธีผลิตในแบบดั้งเดิม คือนำน้ำด่างมาผสมกับน้ำมันในอัตราส่วนที่คำนวณแล้วว่าน้ำด่างและน้ำมันทำปฏิกริยากันพอดีและไม่มีสภาพความเป็นด่างเหลืออยู่แล้ว.

และที่นอกเหนือจากนี้เรายังเพิ่มปริมาณน้ำมันเพื่อคงความชุ่มชื้นไว้ในผิว. TAYAWON ได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยเรื่อง " Epidermal and dermal effects of topical lactic acid" ใน Journal of the American Academy of Dermatology, Volume 35,Issue 3,Pages 388-391 Walter P Smith.

บทสรุปจากงานวิจัยทำให้เรารู้ว่า ปริมาณ ของ Lactic acid หรือจะเรียกว่า กรดน้ำนม ที่จัดอยู่ในจำพวก เดียวกับ AHA.
             AHA (เอเอชเอ) ย่อมาจากคำว่า alpha hydroxy acid หมายถึงสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น กรด เป็นสารที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติ เช่น กรด ซิตริกจากมะนาว ส้ม และส้มโอ กรดมัลลิกจาก แอปเปิ้ล กรดไกลโคลิกจากอ้อย กรดแล็กติกจาก นมเปรี้ยว กรดทาร์ทาลิกจากมะขาม และไวน์.ที่จริงเรื่องของกรดผลไม้ไม่ใช่สิ่งที่ค้นพบใหม่ แต่มีมานานเป็นพันปีแล้ว อย่างในประวัติศาสตร์สมัยพระนางคลีโอพัตรา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด ก็จะอาบน้ำนม (ซึ่งมีกรดแล็กติก) โดยช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง หรืออีกตัวอย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาคือ พระนางมารีอังตัวเนส พระราชินีในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่ชอบเอาไวน์แดงมาอาบเพื่อให้ผิวสวย ปัจจุบันเอเอชเอหรือกรดผลไม้ นิยมใช้กันมากในวงการแพทย์ผิวหนัง เพื่อใช้รักษาสิว ฝ้า รอยด่างดำ ริ้วรอยเหี่ยวย่น และติ่งเนื้อเล็กๆ บริเวณใบหน้าและลำคอ.
       lสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน  https://www.doctor.or.th/article/detail/2694 
ย้อนกลับมาที่กรดน้ำนมกรดแล็กติก หรือ กรดน้ำนม เป็นสารประกอบทางเคมีซึ่งมีบทบาทในกระบวนการทางชีวเคมี แยกได้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1870 โดย คาร์ล วิลเฮล์ม ซีลเลอ นักเคมีชาวสวีเดน. กรดแล็กติก เป็นกรดคาร์บ็อกซิลิก มีสูตรเคมีดังนี้ C2H4OHCOOH .กรดแล็กติกถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับกรด AHA เพราะมีหมู่ไฮดรอกซิลติดกับหมู่คาร์บอกซิลนั่นเอง.
Ball-and-stick model of L-lactic acidSkeletal formula of L-lactic acid

อ้างอิงจาก
  1.  Dawson, R. M. C. et al., Data for Biochemical Research, Oxford, Clarendon Press,1959

we23r423xct421a1/-ปแะถภั้คึนแ/-ๅ

                 ก่อนจะมาเป็น TAYAWON ในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย.พื้นฐานทางเคมีจากการเรียนผ่านมาหลายปีแม้จะลืมเลือนไปบ้างแต่ก็ยังนึกภาพออกลางๆ.เห็นภาพตัวเองสวมเสื้อกาวน์ที่มีรอยขาดจากกรดที่กระเด็นมาโดน. ห้องแล็ปที่คณะวิทยาศาสตร์สาขาเคมี ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่ชั้น 4 หน้าต่างเปิดโล่งตลอดเพราะสารเคมีและการทดลองควรต้องทำในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก.อาจารย์ก็แสนจะใจเย็น.อดทนกับนิสัยก่อกวนของลูกศิษย์.บางครั้งทำแล็ปไปเล่นไป..ไม่ใช่บางครั้งแทบทุกครั้ง.เราว่าทุกคนเคยผ่านบรรยากาศในมหาวิทยาลัยแบบนี้มาเกือบทุกคน.ชีวิตตอนนั้นสุขสบายเพราะไม่มีเรื่องให้ต้องแบกรับผิดชอบ.ก่อนเรียนจบก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยงานวิจัยที่ภาควิชาสรีรวิทยา ,คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับผศ.บัวรอง ลิ่วเฉลิมวงศ์และ Dr Kathy Pang. ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง.   อาจารย์จะเน้นให้เราอ่านText Book. พื้นฐานภาษาที่แน่นจากสมัยเรียนมัธยมจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ ทำให้เราผ่านจุดยากตรงนี้ไปได้สบายๆ. เมื่อมาอยู่ที่มหิดลสิ่งที่ชอบคือได้โอกาสค้นหางานวิจัยเพื่อนำมาใช้กับงานวิจัยที่อาจารญ์บัวรองทำ.เหมือนการเปิดบานประตูออกไปได้เห็ฯโลกอีกด้านหนึ่ง .ผ่านไปหลายๆปีนิสัยที่ชอบอ่านงานวิจัยก็ยังติดตัวอยู่ต้องกราบขอบคุณอาจารย์บัวรอง ที่ช่วยผลักบานประตูนี้ให้. จากการอ่านงานวิจัยเล่นๆผนวกกับความอยากรู้อยากเห็นทำให้เกิดความคิดว่า.อยากให้ทุกๆคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องสำอางราคาแพงได้ในราคาที่ทุกคนเข้าถึง.และกับความคิดที่นักวิทยาศาสตร์หลายๆคนคิดว่า Natural soaps หรือ Traditional soaps นั้นเราไม่สามารถนำยาหรือสารอะไรก็แล้วแต่ลงไปผิดกับ Syndet bars ที่สามารถใส่อะไรลงไปก็ได้เพราะใช้ Surfactant เป็นตัวชำระล้างและใช้ Plasticizers เป็นสารที่ช่วยให้bars ก่อเป็นรูปก้อนได้.มันเป็นเรื่องของความท้าทาย.ประกอบกับงานวิจัยในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องก้าวไปห้องสมุด.มีแค่เพียงคอมพิวเตอร์และสัญญานอินเตอร์เน็ต.เราก็เริ่มค้นคว้าจริงจังจนพบว่าต้องทำแบบไหนจึงสามารถนำสารบำรุงผิวลดริ้วรอยและสารตัวนั้นต้องมาจากธรรมชาติไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและยังประโยชน์กับผู้บริโภค.และยังต้องทดลองสูตรที่พลิกไปพลิกมาตามคุณสมบัติของน้ำมันเพื่อความเหมาะสมอีก.ท้ายที่สุดก็ได้มาเป็น TAYAWON โยเกิร์ตนมแพะผสมรังไหม. โยเกิร์ตเราเลือกที่จะทำเองโดยใช้พื้นฐานจากวิชาเคมีเหมือนกัน.และTAYAWON เลือกใช้น้ำนมแพะเพราะขนาดโมเลกุลของนมแพะเล็กกว่านมวัวและจากการทำสถิติพบว่าอัตราผู้แพ้นมแพะมีน้อยกว่านมวัว. ในตอนท้ายของโพสต์นี้TAYAWON อยากบอกเด็กนักศึกษารุ่นหลังว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นการเรียนส่วนพื้นฐานที่เหลือเราควรอย่างยิ่งต้องมาต่อยอดเอาเอง.โดยเฉพาะคนที่อยากมีกิจการของตนเองที่ค่อยๆเติบโต.


 2 ภาพนี้เป็น Bath Bombs




Dove เป็นผู้ผลิต Syndet bars เจ้าแรกของโลก


                                                นี่คือตัวอย่างของSyndet bars

3. Combinational bars หรือ Combo bars
Combo bars เป็นการนำจุดเด่นของสบู่ธรรมชาติและ Syndet bars มาผนวกกัน.ที่เห็นในท้องตลาดส่วนใหญ่จะเป็น Combo bars.

2. Syndet bars or Detergent bars
           

                     จะเรียกก้อนทำความสะอาดหรือสบู่สังเคราะห์หรือ Synthetic surfactant based(syndet)bars ก็ได้.ส่วนประกอบในก้อนทำความสะอาดพวกนี้มีดังนี้.
1. Surfactant (สารลดแรงตึงผิว) ประมาณ 30-70 %
เป็นสารทำหน้าที่ชำระล้าง.  นอกจากนี้สารลดแรงตึงผิวยังมีความสำคัญต่อการแก้ปัยหาสิ่งแวดล้อมช่วยบำบัดน้ำเสียกำจัดคราบน้ำมันและอื่นๆที่แวนลอยหรือพวกครอรอยด์ในน้ำ.การเลือกใช้สารลดแรงตึงผิว,ปริมาณหรือความเข้มข้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและไม่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อมโดยควรเลือสารลดแรงตึงผิวที่ธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้.ความสามารถในการย่อยสลายขึ้นอยู่กับโครงสร้างของสารลดแรงตึงผิวนั้นๆและต้องใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ.ปริมาณสารลดแรงตึงผิวในน้ำที่เราใช้ดื่มควรอยู่ที่ 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร.
           Surfactant ที่นำมาใช้ใน Syndet bars จะเป็นกลุ่ม anionic surfacttant คือสารลดแรงตึงผิวที่มีประจุลบเช่น Alkylbenzenebenzoate(ABS).Acylisethionate ฯลฯ.
2.Plasticizer/Binder ปริมาณที่ใช้ 10-30% โดยทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานให้สบู่สังเคราะห์ขึ้นรูปและไม่แตก,มีฟองมาก เช่น Fatty acid ethanolmide.
3. Filler ปริมาณที่ใช้ 10-30 %เป็นกลุ่มสารเติมแต่งเพื่อให้สบู่คงรูปแข็งอยู่ได้แม้จะอยู่ในน้ำเช่น Borax,Mannitol ฯลฯ.
4.Additive ปริมาณที่ใช้ 0.20% เป็นสารเพิ่มกลิ่น,กำจัดแบคทีเรีย,เพิ่มความชุ่มชื้น,คอลลาเจน เช่น PEG 600 ซึ่งเป็นสารให้ความชุ่มชื้นกับผิว.
5. Water 3-10%
ข้อดีของสบู่สังเคราะห์คือสามารถแต่งเติมสารหรือยาลงในสูตรได้ดีกว่าสบู่ธรรมชาติ.แต่องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ระบุในเงื่อนไขว่าก้อนทำความสะอาดจำพวกนี้ห้ามใช้คำว่า Soap กับผลิตภํณฑ์. Soap ต้องมาจากการทำปฏิกิริยาของน้ำมันกับน้ำด่างเท่านั้น.            
แหล่งข้อมูล:https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1217154581649957&id=548013545230734&substory_index=0


Natural soaps, Syndet bars VS Combo bars
                         

                        จะว่าไปแล้วมีคนน้อยคนมากที่จะมีความเข้าใจผลิตภัณฑ์เพื่อทำความสะอาดโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์อาบน้ำ. ทุกครั้งที่ไปซื้อก็มักจะเรียกผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ว่าสบู่.
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการอาบน้ำแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ
1. Natural soaps หรือ Traditional soaps
สบู่ธรรมชาติโยเกิร์ตนมแพะผสมรังไหม TAYAWON

            Natural soaps หรือ Traditional soaps นี้เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำมันหรือไขมันกับน้ำด่างผ่านปฏิกิริยาทางเคมีที่เรียกกันว่า "Saponification Reaction" ในยุคโบราณน้ำด่างที่นำมาใช้จะเป็นการนำเถ้าถ่านของไม้มาแช่ไว้ในน้ำจนน้ำกลายสภาพเป็นน้ำด่าง.ในประเทศที่อยู่มนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนจะใช้ผิวน้ำทะเลมาใช้เป็นน้ำด่าง. ไขมันที่ใช้เป็นไขมันจากสัตว์.แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตสบู่ธรรมชาติต่างหันมาใช้น้ามันจากพืชทดแทนการใช้น้ำมันจากสัตว์เพราะแรงต่อต้านมิให้มีการฆ่าสัตว์รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์.น้ำด่างฟังดูน่ากลัวสำหรับบางคน.และบางคนถึงกับคิดไปว่าน้ำด่างก่อให้เกิดความระคายเคืองกับผิว. สภาพธรรมชาติของผิวของมนุษย์มีความเป็นกรดอ่อนๆ. ค่า Ph ของผิวมนุษย์จะมีค่าอยู่ระหว่าง 7.5-8.0. ในความเป็นจริงแล้วหลังจากด่างทำปฏิกริยากับน้ำมันโดยสมบูรณ์แล้วความเป็นด่างจะหายไปน้ำมันและด่างหลังเกิดปฏิกิริยา Saponification Reaction จะเปลี่ยนสภาพเป็นเกลือโซเดียมและกลีเซอรีน. เกลือโซเดียมนี่เองที่ถูกเรียกว่าสบู่. กลีเซอรีนที่ได้จากปฏิกิริยาถือเป็นผลิตภัณฑ์ข้างเคียงจากปฏิกิริยา.กลีเซอรีนถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1779 โดยนักเคมีขาวสวีเดิน ชือ Carl W.Scheele จากการทดลองปฏิกิริยาSaponification Reaction คำว่า กลีเซอรีนมาจากคำว่า glykys แปลว่า "หวาน" ในระยะแรกเป็นส่วนผสมในกาวทำให้กาวมีความเหนียวขึ้น.และยังนำมาใช้ในการทำน้ำหมึกและสีย้อม. ต่อมามีการนำมาใช้ในการทำระเบิดไดนาไมต์ในรูปของไตรกลีเซอรีนโดยนำมาผสมกับซิลิกา.กลีเซอรีนยังมีชื่อเรียกในแบบดื่นๆอีกเช่น propane-1,2,3-triol , 1,2,3-propanetriol, 1,2,3-trihydeoxypropane, glyceritol และ glycyl alcohol.
ประโยชน์
1. ใช้เป็นตัวทำละลายสามารถละลายได้ดีทั้งในน้ำและแอลกอฮอล์
2. ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตโฟม
3.ใช้ทดแทนน้ำตาล
4.กลีเซอรีนสามารถอุ้มความชื้นในบรรยากาศได้ดีจึงนิยมมาใช้ในการทำเครื่องสำอางทำหน้าที่เป็นตัว Emulsifier.
5. ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกเพื่อให้พลาสติกมีความยืดหยุ่นและอ่อนตัว
6.เป็น Thickening agent หรือ Bodying agent เพราะสามารถให้ความหนืดได้
7.ใช้เป็นBase ของสบู่กลีเซอรีน,สบู่ใส
กลีเซอรีน
8. ใช้เป็นยาเหน็บทวาร
9. ใช้ในการยืดเวลารักษาสภาพผักและผลไม้ให้คงความสดได้นานยิ่งขึ้น.
จะเห็นว่ากลีเซอรีนที่ได้จากการผลิตสบู่ธรรมชาติมีคุณค่ามากมายมหาศาล.ในทางกลับกันในอุตสาหกรรม ที่ใช้ ปฏิกิริยา Saponification reaction .สิ่งที่อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการจึงไม่ใช่สบู่แต่เป็นกลีเซอรีน.
Natural Soaps โดยทั่วไปจะไม่มีการนำGlycerine ออก.และคุณสมบัติที่เด่นอีกอย่างหนึ่งของNatural soaps คือธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้ในเวลาที่รวดเร็วไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม.


                             ความเป็นมาของสบู่ค่อนข้างสับสนแต่ที่มีการบันทึกอย่างจริงจังคือยุครุ่งโรจน์ของกลุ่มชนบาบิโลเนี่ยน.กล่าวสืบกันมาว่ามีการผลิตสบู่กันมาตั้งแต่ 2800 ปีก่อนคริสต์ศักราช.ในยุคนั้นว่ากันว่าในกระบวนการผลิตมีการใช้น้ำที่มีค่าเป็นด่างมาผสมกับไขมัน.ในยุคนั้นสบู่ถูกใช้เพื่อทำความสะอาดผ้าขนสัตว์,ผ้าฝ้ายและใช้ในทางการแพทย์อย่างถ้านับเวลาก็อยู่ในช่วงประมาณ 5000 ปี.
                               ตำราสมัยโบราณที่มีการบันทึกไว้บนกระดาษปาปิรัส(Egypt,1550 BC)บันทึกไว้ว่าอิยิปต์ในยุคโบราณนำน้ำมันทั้งจากพืชและสัตว์มาผสมกับเกลือของด่างเพื่อผลิตสารที่ใช้ทำความสะอาด.
                             ก่อนคริสต์ศักราช 600 ปี. Pliny the Elder นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวฟินีเซียนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ทะเลเมดิเตอเรเนียนบันทึกไว้ว่าชาวฟีนีเซียนนำไขมันจากแกะผสมกับเถ้าถ่านจากไม้มาผสมกันเพื่อทำสบู่.
                           ชนชาวโรมันรู้จักสบู่และผลิตสบู่ในช่วงคริสต์กาลและถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่นั้นมา.
                           พวกCeltที่อาศัยอยู่บนเกาะอังกฤษใช้ไขมันจากสัตว์มาผสมกับน้ำด่างที่ได้จากการนำเถ้าถ่านจากไม้มาละลายน้ำและเรียกมันว่า Saipo จึงสันนิษฐานว่าคำว่า Soap น่าจะมีที่มาจากคำนี้.
                          จะเห็นว่าทั้งชาวบาบิโลเนี่ยน,อิยิปต์,กรีกและโรมัน.ไม่มีใครใช้สบู่เพื่ออาบน้ำเลย.สบู่ในยุคนั้นใช้เพื่อทำความสะอาคเครื่องมือเครื่องใช้ในการปรุงอาหารและใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น.
                           ในอีกด้านหนึ่งPliny the Elder ก็แย้งมาว่าคำว่า Soap น่าจะมีที่มาจากเทือกเขา Sapo ที่อยู่ในเขตปกครองของชาวโรมัน.โดยชาวบาบิโลเนี่ยนก่อนคริสต์ศักราช 2800 ปี.และถูกใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและทางการแพทย์เท่านั้น
                  ในยุคต้นๆการผลิตสบู่เป็นเรื่องยุ่งยากและไม่มีการเปิดเผย.ส่วนใหญ่มีการนำมาใช้เพื่อล้างจานชามและใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น.และการผลิตสบู่ก็ทำกันในวงแคบๆและวิธีผลิตก็รับรู้กันในวงแคบๆเท่านั้น.สบู่ในยุคนั้นจึงมีราคาค่อนข้างแพงและหายาก.ต่อมาขั้นตอนการผลิตสบู่เริ่มเป็นที่รู้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นแต่ราคาสบู่ก็ยังแพงอยู่ดี.จนกระทั่งเวลาผ่านไป 20 ปี



ในปี 1971 เป็นปีที่ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งค้นพบกระบวนการทางเคมีในการผลิตสบู่เขาพบความสัมพันธ์ระหว่างกลีเซอรีน,กรดและไขมัน. และในปี 1800 ราคาสบู่เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดนับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของสบู่.หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาสบู่จนแยกออกมาเป็นสบู่เพื่ออาบน้ำ,สบู่ซักผ้า,สบู่สำหรับเด็กอ่อนและอื่นๆจนกระทั่งมาถึงวันนี้
แหล่งของข้อมูล :.http://www.soaphistory.net/

Natural Soap คือสบู่ธรรมชาติที่มีวิธีการผลิตในแบบดั้งเดิม "Saponification Reaction" ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีเป็นการไฮโดรลิซิสไขมันหรือน้ำมันด้วยน้ำด่างเกิดเกลือของกรดไขมันซึ่งก็คือสบู่กับกลีเซอรอล.

                                                           Saponification Reaction              


สูตรทั่วไปของสบู่

         สบู่เมื่อละลายน้ำจะแตกตัวเป็นไออนบวกและไอออนลบ.ส่วนที่เป็นไออนลบของสบู่นี่เองที่เป็นตัวชำระล้างเพราะสามารถละลายได้ทั้งสารที่มีขั้วและไม่มีขั้ว.  ส่วนที่เป็นไออนลบของสบู่ประกอบด้วย 2 ส่วนย่อยคือส่วนหัวและส่วนหางดังภาพข้างล่าง.

                ความสามารถในการละลายน้ำเกิดจากเมื่อสบู่ละลายน้ำจะแตกตัวเป็นไออนบวกและไอออนลบ.ดังที่กล่าวมาข้างต้นไอออนลบคือตัวที่มีความสามรถในการชำระล้าง.ไอออนลบจะประกอบด้วยส่วนที่เป็นคาร์บอกซิเลต(-coo-)เป้นส่วนที่มีขั้วจะยึดกับน้ำโดยมีโมเลกุลของน้ำล้อมรอบและส่วนที่ไม่มีขั้วจะเป็นกลุ่มไฮโดรคาร์บอนจะหันเข้าหากันและจับกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า ไมเซลล์(Micell)ดังภาพข้างล่าง.

https://krukoongchemistry.wordpress.com/tag/ปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคช


TAYAWON เป็นผู้ผลิตเวชสำอาง.เราให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและความปลอดภัยของผู้บริโภค.สภาพอากาศของโลกที่ปรวนแปรส่วนหนึ่งมาจากการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เกินความจำเป็น,ผลิตภัณฑ์หลายประเภทผลิตภัณฑ์ข้างเคียงจากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเช่นโฟม,พลาสติกซึ่งใช้เวลานานมากในการย่อยสลายและยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม,สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ. เหล่านีล้วนแต่มีส่วนที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นและสูงขึ้น.ที่ตามมาคือภัยธรรมชาติทั้งไฟป่า,พายุ,น้ำท่วม,การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นทะเล
ยักษ์สึนามิที่กลืนกินชีวิต,หิ้งน้ำแข้งที่ขั้วโลกเริ่มละลายและมีการทำนายว่าเมืองใหญ่หลายเมืองในโลกในอนาคตอาจจมอยู่ใต้บาดาล,สภาวะเรือนกระจก ฯลฯ.
หิ้งน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้
คลื่นยักษ์สีนามิ
หายนะจากธรรมชาติเหล่านี้เราคงเลี่ยงหนีไม่ได้แน่.ตราบใดที่มนุษย์ยังบริโภคเกินความจำเป็นแต่ มันคือความหายนะ.และหายนะนี้ก็มาจากเงื้อมมือของมนุษย์ตัวเล็กๆนี่เอง.และหายนะดังกล่าวนั้นคือความพยายามปรับสมดุลของธรรมชาติ.
TAYAWON เป็นกลุ่มผู้ผลิตเวชสำอางประเภท Fresh Handmade.ผลิตภัณฑ์ของเราปราศจากสารอันตรายทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นสารในกลุ่มParaben ,ปรอท ทั้งที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นสารก่อมะเร็งอื่นๆ.บนหีบห่อบรรจุภัณฑ์ของเราจะมีเครื่องหมาย

สินค้าตัวแรกของเราที่ก้าวออกสู่ตลาดคือสบู่ธรรมชาติทำมือโยเกิร์ตนมแพะผสมรังไหม.วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเป็นน้ำมันที่ได้จากพืช.และสบู่ของเราก็ผลิตในแบบดั้งเดิมคือ "Saponification Reaction"
โยเกิร์ตที่เรานำมาใช้เป็นโยเกิร์ตที่ได้จากการหมักน้ำนมแพะด้วยจุลินทรีย์แน่นอนเราผลิตโยเกิร์ตเอง.สาเหตุที่เราใช้น้ำนมแพะเนื่องมาจากขนาดโมเลกุลของน้ำนมแพะมีขนาดเล็กกว่าโมเลกุลของนมวัวและจำนวนผู้แพ้นมแพะมีน้อยกว่านมวัว.
ณ ปัจจุบันสบู่ TAYAWON มี 4 สูตร
1. โคลนจากทะเลสาปเดดซี,Dead Sea Mud
2. ว่านหางจระเข้,Aloe Vera
3. ผลอโวคาโด,Avocado
4. มะม่วง,Mango
5. ขิง, Ginger

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Featured post

Handmade Soap TAYAWON คุณสมบัติของน้ำมัน ว่าด้วย Lauric Acid

น้ำมันที่ใช้ในการทำสบู่ตามปฏิกริยา "Saponification Reaction "มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันแต่ต่างกันที่ปริมาณของสารที่ส่งผลต่อค...

top social


Home Ads

designcart

Advertisement

Text Widget

About me

ฟอร์มรายชื่อติดต่อ

ชื่อ

อีเมล *

ข้อความ *

Powered By Blogger

Labels

Instagram

Facebook

Ads

Ad Banner
Responsive Ads Here

Blogroll

recentposts

Instagram